งานป้องกันสารเสพติดในสถานศึกษา

การป้องกันการติดยาเสพติดในโรงเรียน หรือสถานศึกษา

         ภัยอันน่ากลัวของยาเสพติดได้ขยายตัวลุกลามเข้าไป ในรั้วโรงเรียนเพิ่มมากขึ้นทุกที จนเป็นที่น่าหวั่นเกรงว่า หากไม่ดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน อาจสายเกินไปสำหรับเยาวชนและกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ในการที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการกำหนดมาตรการต่างๆ ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหา โดยได้แบ่งการแนวทางการดำเนินงานออกเป็นกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ดังนี้

1. กลุ่มนักเรียนที่ไม่เคยใช้หรือไม่เคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เป็นการดำเนินงานป้องกันยาเสพติด แก่กลุ่มนักเรียนที่ไม่มีประสบการณ์ ในการใช้ยาเสพติดเป็นการดำเนินการในด้านการสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในระยะยาว โดยมีมาตรการดำเนินงานต่างๆ เช่น

- การให้ความรู้หรือผนวกเนื้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดเข้าไว้ ในวิชาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

-    การจัดนิทรรศการ การจัดเสียงตามสายในโรงเรียน

-    การจัดกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดในโรงเรียน

-    การฝึกทักษะชีวิตเพื่อให้รู้จักปฏิเสธยาเสพคิด

-    การใช้กิจกรรมกลุ่มเพื่อน

2. กลุ่มนักเรียนที่มีประสบการณ์ในการใช้ หรือเริ่มทดลองใช้ยาเสพติดบางชนิด แต่ยังไม่ถึงขั้นเสพติดการดำเนินงานในกลุ่มนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการก่อนที่นักเรียนจะใช้ยาเสพติดที่รุนแรงขึ้น ซึ่งการหยุดพฤติกรรมดังกล่าวควรให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียน ดังนี้

- จัดให้มีมุมบริการปรึกษาแนะแนวหรือให้การปรึกษาปัญหาต่างๆ แก่นักเรียนที่มีปัญหา

- ใช้กิจกรรมกลุ่มเพื่อนเพื่อปรับพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม

- จัดค่ายกิจกรรมในโรงเรียนโดยมีครูอาจารย์คอยดูแลอย่างใกล้ชิด

- ประสานงานกับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิดเพื่อร่วมกันแก่ไขปัญหา

3. กลุ่มนักเรียนที่ติดยาเสพติดกลุ่มนี้โรงเรียนควรประสานให้ผู้ปกครองส่งตัวเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยควรทำความเข้าใจทั้งกับตัวผู้ ปกครองและตัวเด็กเอง ให้เข้ารับการบำบัดรักษาด้วยความสมัครใจ ซึ่งเมื่อรักษาหายแล้วเด็กสามารถที่จะกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติกลุ่มนักเรียนที่มีพฤติกรรมค้ายาเสพติดสำหรับกลุ่มนี้ ทางโรงเรียนควรประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการปราบปราม ก่อนที่การแพร่ระบาดจะขยายตัวมากขึ้น หากเป็นนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสพด้วยและค้าด้วย ควรประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การบำบัดรักษาและดำเนินการไปตามกฎหมาย

ประเภทของยาเสพติด

วิธีการหลีกเลี่ยงยาเสพติด??

วิธีการหลีกเลี่ยงยาเสพติด??

1.  ไม่พูดคุยกับผู้เสพยาในที่ลับตาหรือร่วมวงสนทนากับกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติด
2.  ไม่กระทำตนเป็นผู้รับฝาก นำส่งหรือหยิบยื่นยาเสพติดให้กับผู้อื่น
3.  เลือกคบเพื่อนที่ดี หากิจกรรมที่มีประโยชน์ทำในเวลาว่าง แนะนำเพื่อนให้เลิกยาเสพติด ถ้าหากเพื่อนหลงผิดควรแจ้งให้ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ ทราบ 
         4. อย่าคิดว่าตนเองเลิกยาเสพติดได้แล้ว หากจะใช้นิดหน่อยคงไม่ติดอีก
5. ไม่เข้าไปในแหล่งที่มีการซื้อขายยาเสพติด พยายามนึกถึงผลเสียของการใช้ยาเสพติด
6. หมั่นให้กำลังใจตนเองในการกระทำความดีที่ทำมาอย่างสม่ำเสมอ
7. มองโลกในแง่ดี มีความหวังในชีวิต ไม่ท้อถอย
8. เมื่อมีปัญหาก็ควรปรึกษาพ่อ แม่ ผู้ปกครองหรือบุคคลที่ไว้วางใจ

ที่มา : สถาบันธัญญารักษ์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

รู้หรือไม่ทำไม่ต้องตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ

การตรวจยาบ้าหรือยาเสพติดชนิดอื่นๆ

การตรวจยาบ้าหรือยาเสพติดชนิดอื่นๆ ทำไมต้องตรวจในปัสสาวะ ตรวจจากเลือด น้ำลาย เหงื่อ หรือเส้นผมได้หรือไม่ ?????

การตรวจยาบ้าหรือยาเสพติดโดยทั่วไปนั้น ยกเว้นแอลกอฮอล์และสารระเหย ควรตรวจในปัสสาวะจะได้ผลดีที่สุด เพราะเมื่อเสพยาเสพติดเข้าสู่ร่างกายแล้วไม่ว่าโดยวิธีใดก็ตาม ยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ร่างกายจะขับยาออกมากับปัสสาวะ ซึ่งมีความเข้มข้นมากพอทำให้ตรวจพบได้ง่ายและยาเสพติดจะตกค้างในปัสสาวะได้นานหลายวัน ส่วนในเลือดนั้นยาเสพติดจะตกค้างอยู่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ และมีปริมาณน้อยทำให้ตรวจพบได้ยาก การตรวจในเลือดจะทำเฉพาะ การตรวจหาแอลกอฮอล์ สารระเหยและการตรวจกรณีพิเศษ เช่น การตรวจทางนิติเวช หรือในงานวิจัยเท่านั้น ไม่นิยมตรวจในงานปกติ การเก็บปัสสาวะทำได้ง่ายกว่าเลือดที่ต้องเจาะจากหลอดเลือดดำ และน้ำยาที่ใช้ตรวจสารเสพติดทั่วไประบุว่า ให้ใช้ปัสสาวะเป็นตัวอย่างตรวจ นอกจากปัสสาวะหรือเลือดแล้วยังสามารถตรวจสารเสพติดได้จากตัวอย่างตรวจอื่นๆ เช่น น้ำลาย เหงื่อ เส้นผม แต่ปริมาณของยาเสพติดในตัวอย่างเหล่านี้มีน้อยมาก ทำให้ตรวจพบได้ยาก และขณะนี้ยังไม่มีการนำมาใช้ตรวจในประเทศไทย

ที่มา : สถาบันธัญญารักษ์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธา

การแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน

การแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน

ปัจจุบันปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่กำลังทำลายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแม้ว่าทุกฝ่ายจะพยายามป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดมาโดยตลอดจากการสำรวจของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในปี 2536 ประมาณว่ามีผู้ติดยาเสพติดทั่วประเทศ 1.26 ล้านคน โดยแพร่กระจายไปถึงระดับหมู่บ้านชุมชนซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมและแพร่กระจายเข้าไปในกลุ่มนักเรียน นักศึกษาและเยาวชนซึ่งเป็นพลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต

สถานการณ์ปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหา

จากการศึกษาผลการดำเนินการที่ผ่านมา สถานการณ์ปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาพิจารณาปัจจัยภายในชุมชนวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของชุมชน พิจารณาปัจจัยภายนอกชุมชนวิเคราห์โอกาส ข้อจำกัดและภัยคุกคามสามารถนำปไส่การวิเคราะห์เพื่อการแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้

จุดแข็ง

1. ชุมชนสังคมรวมทั้งสื่อมวลชนตระหนักในความรุนแรงของปัญหายาเสพติดและผลกระทบ จึงให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและจริงจังโดยได้มีการรวมตัวกันเพื่อหาทางป้องกัน ซึงปรากฏว่ามีหลายแห่งประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ

2. หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสถาบันธัญญารักษ์และศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดประจำภูมิภาคมีการพัฒนาศักยภาพ ให้มีความพร้อมครอบคลุมและเพียงพอต่อการแก้ปัญหา และประสานงานพร้อมถึงระดับชุมชน

3. มีการกระจายอำนาจโดยให้องค์กรปกครองท้องถิ่น ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ท้องถิ่นและชุมชนมีขีดความสามารถในการจัดการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดอ่อ

1. โครงสร้างของปัญหายาเสพติดเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากตัวปัญหาเองมีความสลับซับซ้อนนับวันจะขยายตัวเพิ่มขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยากแก่การแก้ไขเพราะรากเหง้าของปัญหาเกิดจากปัจจัยภายในตัวบุคลและความไร้จิตสำนึก

2. ปัญหาสังคมไทยในเชิงโครงสร้างยังขยายตัวและส่งผลทำให้ปัญหายาเสพติดเพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนประสบปัญหาด้านจิตใจ ด้านอาชีพและรายได้บางส่วนหันไปใช้ยาเสพติดและค้ายาเสพติดรวมทั้งปัญหาค่านิยมเรื่องวัตถุนิยมบริโภคนิยม และอิทธิพลในระดับต่างๆ

3. ข้อมูลที่เกี่ยวข้องขาดความถูกต้องและความน่าเชื่อถือทำให้ไม่สามารถวางแผนและปรับเปลี่ยนการดำเนินงานได้อย่างทันเหตุการณ์

ที่มา : สถาบันธัญญารักษ์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

อย่าให้ยาเสพติดครอบงำชีวิตคุณ

ยาเสพติดคืออะไร

ยาเสพติด หมายถึง ยาหรือสารเคมี หรือวัตถุชนิดใดๆ ที่อาจเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ หรือจากการสังเคราะห์ ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยวิธีการกิน ดม สูบ ฉีด หรือวิธีใดๆก็ตาม เป็นช่วงระยะเวลาๆ หรือนานติดกัน จนทำให้ร่างกายทรุดโทรมและตกอยู่ไต้อำนาจหรือเป็นทาสของสิ่งนั้น ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หรือจิตใจเพียงอย่างเดียว เนื่องจากต้องเพิ่มขนาดการเสพมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเมื่อเสพเข้าไปสักระยะจะเกิดภาวะดื้อยา ปริมาณยาเดิมไม่สามารถทำให้เมาได้ เมื่อถึงเวลาเสพ หากไม่ได้เสพจะทำให้เกิดอาการขาดยา ทำให้ทรมานทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ หรือจิตใจเพียงอย่างเดียว

ยาเสพติด นับว่าเป็นเรื่องยากต่อการแก้ไขอย่างมาก   การเข้าใจธรรมชาติของผู้เสพติดหรือ     ผู้ติดยา มีความเอื้อเฟื้ออาทร มีสัมพันธ์ที่ดีของผู้ที่ผู้ป่วยเคารพรัก จะเป็นเหตุให้เขายอมเล่าความจริง โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิอย่างรุนแรง และควรนำความจริงและข้อผิดพลาดนั้น มาวิเคราะห์แล้วหาวิธีการช่วยเหลือ จะเป็นการป้องกันการกลับไปติดยาซ้ำ (Relapse prevention) เพราะผู้ติดยามีโอกาสผิดพลาดอีก แม้จะเลิกได้เป็นเวลานานแล้วก็ตาม

รัฐบาลในแต่ละยุคได้ดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดมาตลอด จนกระทั่งใน พ.ศ. 2501       คณะปฏิวัติภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์   ธนะรัชต์  ได้ออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 37 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2501 ให้เลิกการสูบฝิ่นทั่วราชอาณาจักรโดยมีการเผาทำลายฝิ่นและอุปกรณ์การสูบฝิ่นที่ท้องสนามหลวงในคืนวันที่ 30 มิถุนายน 2502 หลังจากนั้นปี พ.ศ. 2504 รัฐบาลได้จัดตั้ง “คณะกรรมการปราบปรามยาเสพติดให้โทษ” ใช้ชื่อย่อว่า ป.ป.ส. สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีโดยมีอธิบดีกรมตำรวจเป็นประธาน และมีผู้แทนจากทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ

ต่อมาในสมัยนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลได้เล็งเห็นว่า การปราบปรามยาเสพติดไม่สามารถแก้ไขได้โดยการดำเนินการเฉพาะกรมตำรวจฝ่ายเดียว จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 ต่อสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2519

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาการแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศไทยก็ได้ดำเนินไปอย่างมีแบบแผนและเป็นระบบที่ดีขึ้น พระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือเรียกชื่อย่อว่า ป.ป.ส. โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และจัดตั้งสำนักงาน ป.ป.ส. ขึ้นเป็นหน่วยงานกลาง

รับผิดชอบโดยตรง มีฐานะเป็นกรม กรมหนึ่งในสำนักนายกรัฐมนตรี หน่วยงานในบังคับบัญชาของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำนักงาน ป.ป.ส.ในฐานะหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในประเทศมาโดยตลอด ได้นำมติเรื่องวันต่อต้านยาเสพติดขององค์การสหประชาชาติเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2531 ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กำหนดวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันต่อต้านยาเสพติดโดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมา

คำขวัญวันต่อต้านยาเสพติดสากล คือ

“Do drugs control your life?

Your life. Your community.

No place for drugs”

           ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “ยาเสพติดครอบงำชีวิตของคุณอยู่หรือเปล่า ชีวิตของคุณ สังคมของคุณ ต้องไม่มีที่สำหรับยาเสพติด”

รัฐบาลปัจจุบันนำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยการกำหนดเป็นวาระแห่งชาติเป็นนโยบายเร่งด่วนในปีแรก การใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม โดยรัฐบาลคาดหวังให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นการเชื่อมต่อกันของการปราบปรามการป้องกัน และการบำบัดผู้เสพ คืนคนดีสู่สังคมไทย ทั้งนี้ นักเรียน เยาวชน ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการดูแล

ที่มา www.thaihealth.or.th/node/9830

       : www.dekying.com/2554-2554-54-2554-women3673.htm

ยาเสพติดภัยร้ายของสังคม

“ยาเสพติดเป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม” เป็นคำกล่าวที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย

ในโลกใบนี้สิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและเป็นภัยร้ายกับสังคม    เรายังหนีไม่พ้นกับเรื่องของ    ยาเสพติด ปัญหาเนื่องจากความคึกคะนอง อยากลอง อยากประชด  ผู้ที่เริ่มมีความทุกข์ทางใจ เหงาว้าเหว่   ยาเสพติด กับ  ผู้ที่ถูกชักจูงง่าย รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถ้าเป็นผู้ชายที่ติดยา แล้วจะทำมาหากินได้อย่างไร ถ้าเป็นสาวใครที่ไหนจะมาชอบเรา ติดยาอนาคตก็ดับสิ้น แม้ตัวก็ต้องตาย

ยังไปเสพไปยุ่งกับยาเสพติดทำไม????

            จากผลการสำรวจพบปัญหาเยาวชนไทยในสังคมยุค “ วัตถุนิยม ” แนวโน้มวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์และมาทำคลอดสูงขึ้น เด็กวัยรุ่นระดับมัธยม-อุดม ยอมรับว่ามีเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16 เป็นร้อยละ 19 และมีวัยรุ่นต่ำกว่า 19 ปี มาทำคลอดเพิ่มขึ้นจาก 52,000 คนเป็น 71,000 คน เด็กถูกละเมิดทางเพศเพิ่มสูงขึ้น อัตราเด็กอายุ 18 ปีและต่ำกว่าถูกละเมิดทางเพศ เพิ่มขึ้นจาก 6.42 เป็น 31.32 คนต่อแสนประชากรในกลุ่มอายุหรือคิดเป็นจำนวน 5,300 คนต่อปีหรือวันละถึง 15 คน ปัญหาความรุนแรงและการพนันในกลุ่มเยาวชน วัยรุ่นระดับมัธยมต้นขึ้นมาร้อยละ 15 เล่นพนันบอล ร้อยละ 10 ถูกรีดไถโดยเพื่อนนักเรียน จำนวนเด็กที่ถูกส่งเข้าสถานพินิจสูงถึงปีละ 30,000 คน

ปัญหาส่วนใหญ่เริ่มมาจากครอบครัว ซึ่งจากผลการวิจัย จำนวนคดีละเมิดทางเพศและคดียาเสพติดก็มีแนวโน้มสูงตาม นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าในโรงเรียนต่างๆ   โดยเฉลี่ยมีเด็กที่พ่อแม่แยกทางกันสูงถึงร้อยละ 15 และเด็กกลุ่มนี้จะเข้าสู่ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ สูงกว่าเด็กปกติถึง 2-3 เท่า ทั้งเหล้าบุหรี่ การพนัน ความรุนแรง ตลอดจนพฤติกรรมติดเกมส์ต่างๆ

ดังนั้นครอบครัวเป็นรากฐานอันมั่นคง ควรให้ความรัก ความอบอุ่น เอาใจใส่ ให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้และค้นหาศักยภาพตนเอง ก็จะสามารถปลูกฝังให้เยาวชน เป็นคนดีของสังคม  ถ้าท่านคิดว่าถ้ามีลูกแล้วไม่สามารถสอนให้ลูกเป็นคนดีได้ ก็อย่าเพิ่งมีลูก ยังดีกว่าการที่มีลูก แล้วปล่อยให้เด็กเหล่านั้นต้องเผชิญชีวิตลองผิดลองถูก ถ้าไม่อยากเห็นลูกชายตัวเองติดยาจนเสียผู้เสียคน หรือลูกสาวตัวเองติดยาแล้วต้องเสียสาวก่อนวัยอันควรจนกลายเป็นคนที่ไร้ค่า ท่านต้องรู้จักวางแผนครอบครัว สั่งสอนให้ลูกเป็นคนดีมีคุณธรรมตั้งแต่วันนี้ก่อนที่จะสาย

ท่านคงเคยได้อ่านหรือฟังข่าวเกี่ยวกับผู้ค้าผู้เสพ ภาพคนติดยาเสพติดที่เป็นเด็ก เยาวชน และวัยผู้ใช้แรงงาน  เกิดอาการประสาทหลอนจับเด็กเป็นตัวประกันใช้มีดจ่อที่คอ  เกิดอาการคลุ้มคลั่ง    ทำร้ายตนเอง ทำร้ายบุคคลในครอบครัว เป็นภาพที่สะเทือนใจต่อคนในสังคม สาเหตุเพียงกลุ่มผู้ค้าที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แม้คนอื่นจะทุกข์ร้อนอย่างไรไม่สนใจ ผลที่ตามมา หากเกิดกับครอบครัวของตนเองแล้วจะรู้สึกอย่างไร หลายครั้งที่กรรมตามสนองอย่างทันตาเห็นสำหรับคนชั่ว

            ยอมรับว่าตราบใดที่มนุษย์ยังต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก ความสุขสบาย ความร่ำรวยเงินทอง เพราะชั่วชีวิตของเขาที่ทำงานหนัก แต่ยังมีชีวิตที่อด ๆ อยาก ๆ แต่เมื่อเข้าสู่ขบวนการค้ายาบ้า  ความเป็นอยู่กลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะห้ามปรามได้ ผลทำให้ยาบ้ายิ่งระบาดรุนแรงขึ้น

ก่อนหน้ายาบ้าเพิ่งจะซาไปพักหนึ่ง ยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลย ยาเสพติดกลับมาครั้งใหม่และใหญ่กว่าเก่าแถมมีทั้งยาไอซ์ ยาอี และที่ซ้ำเข้าไปอีกคือข่าวการจับกุมเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตยาที่มีสารซูโดอีเฟดรีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นผลิตยาบ้า  สิ่งที่ได้รับคือความเจ็บปวดของคนในครอบครัว แต่เชื่อว่าการแก้ปัญหาโดยการส่งเสริมคน ให้มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อจรรยาบรรณแล้ว คุณค่าของการพัฒนารับผิดชอบต่อหน้าที่และสังคมจะเกิดขึ้น เพราะยาเสพติดนับเป็นภัยร้ายที่คุกคามและบ่อนทำลายประเทศชาติ การขจัดภัยยาเสพติดให้ได้ผลอย่างยั่งยืนต้องอาศัยการผนึกพลังของทุกภาคส่วน มาร่วมกันสร้างสรรค์สังคมให้เข้มแข็งเพื่อลูกหลานของเราจะได้ไม่ติดยา

ที่มา : กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

ทำความรู้จัก “โครงการ D.A.R.E.”

D.A.R.E. คืออะไร

D.A.R.E. ก่อตั้งเมื่อเดือนกันยายน 1983 (2526) โดยกรมตำรวจเมืองลอสแอนเจลลิส (LAPD) กับเขตการศึกษาร่วมเมืองลอสแอนเจลิส (AUSD) เป็นหลักสูตรป้องกันยาเสพติด ซึ่งพัฒนาโดยนักวิชาการด้านการศึกษา และสอนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบ (ตำรวจ D.A.R.E.) เพื่อให้เด็กนักเรียนเข้าใจเกี่ยวกับการต่อต้านการใช้ยายาเสพติด และวิธีหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง
ที่มาของชื่อ D.A.R.E.
Drug             ยาเสพติด
Abuse            การใช้ในทางที่ผิด
Resistance      การต่อต้าน
Education       การศึกษา
โครงการการศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้ยาเสพติดในเด็กนักเรียนประเทศไทยนำโครงการ D.A.R.E.
มาใช้ในปี พ.ศ.2542 โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดเป็น ผู้รับผิดชอบดำเนินการศึกษา และนำมาปรับใช้ให้เกิดความเหมาะสมกับสังคม และวัฒนธรรมของประเทศไทย โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจาก องค์กร D.A.R.E. International สำนักงานงบประมาณป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (Narcotics Affairs Section) สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประทศไทย
ศูนย์พัฒนาหนังสือ   กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ และในปัจจุบันตำรวจ ได้ผลิตครูตำรวจ D.A.R.E. แล้วจำนวน 2,200 คน มีนักเรียนที่ผ่านการฝึกอบรมแล้วจำนวน 730,000 คน
 โครงการ D.A.R.E. เป็นโครงการที่สอดคล้อง กับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยใช้หลักการป้องกันนำหน้าการ ปราบปรามมุ่งเน้น กลุ่มผู้มีโอกาสเข้าไปใช้ยาเสพติด  ให้มีภูมิคุ้มกันยาเสพติดและใช้ปรัชญาของการศึกษาแผนใหม่ที่ให้นักเรียนเป็น ศูนย์กลางในการเรียนรู้ตลอดจนจัดให้มีกิจกรรมที่ผู้ปกครอง ชุมชน ได้มีส่วนร่วม ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็ก
หลักการสำคัญของD.A.R.E.    คือการให้ข้อมูลและทักษะที่จำเป็นแก่เด็กนักเรียนเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้อง ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หรือการใช้ความรุนแรงสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างตำรวจ เด็กนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และสมาชิกในชุมชน
          ทั้งนี้ โครงการ D.A.R.E. เป็นโครงการด้านการป้องกันการแพร่ระบาดยาเสพติดในเด็กนักเรียนของประเทศ สหรัฐอเมริกา และมีการดำเนินการอยู่ใน 40 ประเทศทั่วโลก เป็นโครงการที่บูรณาการระหว่างตำรวจ โรงเรียนและผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด โดยโครงการ D.A.R.E. ในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่ปี 2542 แต่เนื่องจากการดำเนินการโครงการ D.A.R.E. จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของสังคมตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมใน การสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดให้แก่เด็กและเยาวชน จึงได้จัดกิจกรรม รวมพลังคน D.A.R.E. สู้ภัยยาเสพติดขึ้น
โดยล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2555 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเดินทางเปิดงาน รวมพลังคน D.A.R.E. ต้านยาเสพติด ณ สนามกีฬาศุภชลาศัย ด้าน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ ผบ.ตร.มอบธงสัญลักษณ์ โดยมีพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เลขาธิการ ป.ป.ส.แขกผู้มีเกียรติ รวมทั้งศิลปินดาราเข้าร่วมงาน พร้อมกันกล่าวปฏิญาณตนไม่ขอยุ่งเกี่ยวยาเสพติดตลอดไป ท่ามกลางเยาวชนที่ร่วมงานนับพันคน
ที่มา : สำนักงาน ปปส. ข่าวประชาสัมพันธ์ และเวปไซต์ ร.ต.ท.พศิน สังขารา



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: